อสังหาปีกระต่ายทองจะรุ่งหรือร่วง 2?
จากการเก็บรวบรวม ข้อมูลของผม ธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มีการเปิดขายโครงการน้อยใหญ่ 139 โครงการ โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ 66 โครงการ มีจำนวนรวม 4.3 หมื่นยูนิต
ซึ่งจากปริมาณดังกล่าวดูแล้วน่าจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค เพราะทำให้มีสินค้าที่หลากหลายทั้ง “คุณภาพ” และ “ราคา” ให้เลือกซื้อได้ เนื่องจากในปีเถาะนี้ “ซัพพลาย” กำลังจะแซงหน้า “ดีมานด์” ส่งผลให้ในขณะนี้หลายโครงการที่กำลัง “ออกอาการ” ไม่ใคร่ดีจึงมีการเร่งส่งเสริมการขายในทุกรูปแบบ
หากมองต่างมุมผมเชื่อว่าบางโครงการที่ยอดขายไม่สู้จะดีนักก็น่าจะเป็น เพราะการวิเคราะห์โครงการหรือการตลาดผิดพลาด เพราะในบางโครงการที่ประสบความสำเร็จสามารถปิดการขายได้ในระยะเวลาอันสั้น สาเหตุมาจาก “ผู้บริโภค” เป็นผู้ซื้อที่ตั้งใจอยู่จริง ซึ่งผมเชื่อว่าในปีนี้ การที่จะเกิดปรากฏการณ์ขายหมดในระยะเวลารวดเร็วเช่นในอดีตคงจะเป็นไปได้ยาก แล้วครับ โดยเฉพาะตลาด “คอนโดมิเนียม” ที่เคยร้อนแรงก็จะเข้าสู่ “ภาวะปกติ” คือ “สร้างไปขายไป” ตามกฎ “ดีมานด์” และ “ซัพพลาย” จริง
นอกจากนั้น สถานการณ์ธุรกิจ “อสังหาฯ” ประเภท “คอนโดมิเนียม” ในปีนี้คาดว่า “ผู้ประกอบการขนาดใหญ่” จะพัฒนาในรูปแบบอาคารสูงเป็นหลัก ส่วน “ผู้ประกอบการขนาดเล็ก” จะพัฒนาแนวราบไม่เกิน 8 ชั้น มีจำนวนห้องพักไม่เกิน 80 ห้อง เพราะการทำ “คอนโดมิเนียม” ประเภทอาคารสูงในอนาคตทำได้ยากมากขึ้นต้องผ่านหลายด่านทั้งการซื้อที่ดินใน ทำเลที่เหมาะสม นอกจากนั้น การขอไฟแนนซ์ก็จะทำได้ยากมากขึ้น เพราะบรรดาสถาบันการเงินมักไม่ให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กกู้ รวมทั้งกฎหมายกำหนดให้ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (E.I.A)
ดังนั้น “ผู้ประกอบการขนาดเล็ก” จึงโดนบีบทางอ้อมให้หันไปทำอาคารในแนวราบแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า ทำให้คอนโดมิเนียมจึงไม่ใช่โอกาสของผู้ประกอบการขนาดเล็กอีกต่อไป และผู้ประกอบการขนาดใหญ่ก็เริ่มหันมา “กินปลาเล็ก” ทำ “คอนโดมิเนียม” ที่ในแต่ละยูนิตมีขนาดเล็กลงในระดับราคาล้านกว่าบาทแล้ว จึงไม่ง่ายสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กที่จะทำ “คอนโดมิเนียม”
นอกจากนั้น ภาครัฐและเอกชนมีความเห็นคล้ายกันว่าเศรษฐกิจของบ้านเราในภาพรวมยังมีอัตรา การเติบโตค่อนข้างสูง จึงประเมินว่า “ฟองสบู่” จะยังไม่เกิดหรือหากเกิดก็คงเป็น “ฟองสบู่” ขนาดเล็ก ผมจึงอยากให้ทั้ง 5 ฝ่ายที่มีส่วนร่วมที่สำคัญในธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” คือ แบงก์ชาติ ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค รัฐบาล และสถาบันการเงิน ควรจะต้องจับกระแสและทิศทางเคลื่อนไหวของธุรกิจใน “มิติ” ต่างๆ ด้วยความไม่ประมาท
สรุปในภาพรวมอนาคตของธุรกิจ “อสังหาฯ” ในปี “กระต่ายทอง” นี้ จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น มีความหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งยังจะเป็นโครงการที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นและมีความเป็น “มืออาชีพ” มากยิ่งขึ้นในขณะที่ตลาด “คอนโดฯ” ในปี “กระต่ายทอง” คงไม่มีการร้อนแรงมากเหมือนปีที่แล้ว เพราะผู้ประกอบการจะชะลอการลงทุน แต่ไม่ได้หมายความว่าจำนวนยูนิตของ “คอนโดฯ” สร้างเสร็จจะลดลงกว่าปีที่ผ่านมา เพราะหลายโครงการขนาดใหญ่มีแผนงานจะแล้วเสร็จข้ามปีครับ
เห็นภาพรวมให้ใจชื้นแล้วก็คงสามารถฟันธงลงไปว่า สถานการณ์ของธุรกิจ “อสังหาฯ” ในปี “กระต่ายทอง” ยังสามารถเติบโตได้อีก เพราะยังมีความต้องการซื้ออยู่มาก ผมเชื่อว่า “ทาวน์เฮ้าส์” และ “บ้านขนาดเล็ก” จะหวนกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หากไม่มีโรคแทรกซ้อนทางการเมือง รวมทั้งการรัฐประหาร ในภาพรวมปี “กระต่ายทอง” นี้ธุรกิจ “อสังหาฯ” น่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตอยู่ในช่วง 15% ดีกว่าปีที่แล้ว 6-7% ครับ
ที่มา : http://www.komchadluek.net
















วันนี้ใครค้นหาอะไรบ้าง?